2009/Oct/20

 

 

" ฟ้าทุกเช้ามันอ้างว้าง ตั้งแต่เธอจากไป"     คำนี้ช่างซึ้งดีเหลือเกินในยามที่คนเราต้องสูญเสียคนซึ่งเป็นที่รักที่ต้องจากไปตลอดกาล....การที่ชีวิตไร้คนที่ซึ่งรักเราที่สุด รักเราโดยไม่มีเหตุผล รักเราโดยที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน....ทุกเช้ากับการตื่นนอนที่พบกับการที่ต้องรู้ว่าเราได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่เคารพรักที่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ..

วันหนึ่ง เมื่อเดือนกุมพาพันธ์ มีเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นจากมือถือของผม.. "เจน รีบกลับมาบ้านด่วยแม่เอ็งเป็นอะไรก็ไม่รู้ "  เสียงจากเจ้าของสายโทรศัพท์เอ่ยมา  โดยยังหวั่นใจนิดๆว่าแม่ผมเป็นอะไร เพราะเมื่อสัปดาห์ก่อนแม่เพิ่งโทรมาบอกเรื่องเกี่ยวกับที่มีหมายเรียกจากตำรวจมาบ้านเพราะไม่ได้ไปจ่ายใบสั่ง..โดยที่เย็นวันนั้นผมก็รีบขึ้นรถทัวร์กลับบ้านที่ลำปาง ไปถึงบ้านคนบอกว่าตอนนี้แม่อยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว เห็นคนแถวบ้านบอกว่าแม่เป็นอะไรไม่รู้ขยับตัวไม่ได้..พูดก็ติดๆขัดๆ....

   ผมรีบไปที่โรงพยาบาลศูนย์ สภาพที่ไปเห็นแม่ตอนแรก  แม่อยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซีกขวาขยับตัวไม่ได้แล้ว พูดก็ไม่ได้แล้ว แต่สติสัมปชัญญะยังดีอยู่สามารถโต้ตอบได้ปกติ...แต่แม่พูดไม่ได้แล้ว..

 วันนั้นทั้งวันผมพยายามเดินเรื่องที่โรงพยาบาลให้รู้เรื่องว่าแม่เป็นอะไรกันแน่ นางพยาบาลให้เหตุผลว่าแม่อาจจะเส้นเลือดในสมองอุดตัน ทำให้การสั่งการในร่างกายไม่เป็นไปตามปกติ..ผมนึกในใจหากเป็นรอย่างนั้นก็คงดี เพราะนั่นหมายความว่ายังพอมีทางแก้ไขได้...แต่ผลการวินิฉัยของหมออกมาจากการที่ดูฟิล์มเอกซเรย์แล้ว "แม่ของคุณเป็นเนื้องอกในสมองตอนนี้ลามมากแล้ว" ปกติตอนนี้คนใข้ต้องเสียชีวิตแล้ว  ที่อยู่ได้เพราะมียาช่วยพยุงไว้  หมอก็บอกว่าถ้าจะผ่าตัดคนไข้ก็จะอยู่ใด้ 1 - 1ปีครึ่ง  ให้ตัดสินใจเอาเองว่าจะผ่าหรือไม่..ผมครุ่นคิดและปรึกษากับญาติๆว่าจะเอาอย่างไรดี เพราะในอดีตย้อนไปเมื่อ 4 ปีที่แล้วแม่เองก็เคยผ่ามาแล้วครั้งนึ่งซึ่งครั้งนั้นเป็นเนื้องอกธรรมดา ไม่เป็นแบบร้ายแรงเช่นนี้ .. และที่สำคัญแกพร่ำบ่นเสมอว่าหากแกเป็นอีกรอบ อย่าผ่าเด็ดขาด เพราะแกไม่เอาแล้ว แกเจ็บ....

สุดท้ายผมได้ตัดสินใจพลาดที่สุดในชีวิตเป็นการตัดสินใจที่ไม่น่าให้อภัยเป็นที่สุด  โดยการที่ขัดคำสั่งของแม่โดยการเห็นแก่ตัว เซ็นยินยิมให้หมอผ่าตัด....เพราะหมอให้เหตุผลว่า ปีครึ่งที่เหลือ แม่จะอยู่ในสภาพที่ดีกว่านี้...วันรุ่งขึ้นแม่ก็เข้าห้องผ่าตัด ผมเองยังไปยืนที่หน้าห้อง แววตาก็ดูแม่ตอนที่กำลังจะเข้าห้องผ่าตัด โดยที่แกพยายามยกยกขึ้นมองไปซ้ายขวาเท่าที่จะทำได้ ... ในใจแกคงคิดว่าเอาแกมาไว้ที่นี่ทำไมหนอ ทำไมไม่ปล่อยให้แกจากไปอย่างสงบ...ผมยังจำคืนก่อนที่ผมมาเยี่ยมแม่ได้  โรงพยาบาลไม่สามารถเฝ้าไข้ได้ถึงตอนกลางคืนได้...ผมบอกแม่  แม่..เจนกลับบ้านก่อนนะวันพรุ่งนี้จะมาใหม่นะ แม่ยังพยักหน้า เข้าใจในสิ่งที่เราพูด  แล้วมีคำรำพันซึ่งผมพอจะฟังออกว"ชีวิตหนอชีวิต"  หลังจากที่เข้าห้องผ่าตัดร่วมๆ 3 ชั่วโมงหมอออกมาบอกว่า สักพักก็น่าจะฟื้น  ผมและญาติๆก็ดีใจกันยกใหญ่......แต่...จากสภาพที่เห็นตอนแม่ออกมา  ผมแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่..

สภาพแม่ตอนนี้ ใบหน้าแดงก่ำเพราะความเจ็บปวดจากบาดแผล  สายตาแสดงถึงความเจ็บปวดอย่างที่สุดในชีวิต เกินที่ผมจะทนดูได้..ผมรีบออกมาจากห้องพักฟื้นแล้วออกมาร้องให้.. ในใจก็ครุ่นคิด นี่เราทำอะไรลงไป...สภาพในตอนนี้หากไครมาพบมาเห็นไม่หดหู่ใจคงไม่ใช่มนุษย์..สิ่งนี้หรือคือความหวังดีที่ผมหยิบยื่นให้กับแม่.....

 ผมเสียใจอยู่หลายวันกับการขัดคำสั่งแม่ว่าไม่ให้ผ่า  แต่ผมก็ยังไปเซ็นยินยอมให้ผ่า...ขณะเดียวกันอาการของแม่ก็ทรงตัวไปเรื่อยๆเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย ยามที่แม่ชักเมื่อไหรผมต้องไปดูอาการหาอะไรมาให้คาบเพราะแกจะกัดลินมีเลือดออกมาจากปากทุกครั้ง แม่อยู่โรงพยาบาลได้สัก 15 วัน หมอก็อณุญาตให้กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้...

จากวันนั้นเรื่อยมา  สิ่งที่หมอบอก  "หลังจากผ่าแม่เราจะอยู่ในสภาพที่ดีกว่านี้" มันไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เป็นอยู่เลยแม้แต่น้อย  แม่ผ่ายผอมจนเนื้อแทบไม่มี สายตาเหม่อลอย ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง บางครั้งก็ชักกัดลิ้นตัวเองเลือดไหลออกมาเต็มปาก .. จากนั้นไม่นานแม่ก็อาการทรุดหนักจนต้องหามส่งโรงพยาบาลอีกครั้ง..หมออีกคนที่รับช่วงต่อบอกว่า คงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ทางที่ดีควรเอาแกกลับไปเสียที่บ้านดีกว่าเพราะว่าถ้าเลือกได้แกคงอยากจะหมดลมหายใจที่บ้านมากกว่า  ทางผมจึงนำกลับไปที่บ้าน โดยที่ทุกคนก็ทำใจ เพราะ 4 เดือนหลังจากผ่าตัดเป็น 4 เดือนที่ ทรมานเหลือเกิน... แม่ขยับตัวไม่ได้..แม่ผมจนเห็นกระดูก..แม่เกิดแผลกดทับหลายแห่งตามร่างการซึ่งต้องล้างแผลทุกวัน.. มันเป็นอะไรที่ทรมานเกินที่มนุษย์ผู้หนึ่งผู้ใดจะทนรับไหวอีกแล้ว.....

แม่จากไปเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2552  เวลา 11.30น.  โดยที่ผมไม่ได้อยู่กับแม่เป็นครั้งสุดท้ายเพราะต้องกลับมา กรุงเทพฯมาหาเงินเพื่อที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ เกี่ยวกับการรักษาแม่..คนมาบอกผม ผมรีบกลับบ้านถึงบ้านรุ่งเช้า .. ผมก็ไปเคารพศพแม่ จากนั้นก็ไปดูหน้าแม่ที่อยู่ในตู้แช่เย็น..แม่หลับตาอย่างสงบ..ผมสงบจิตสงบใจพอที่จะไม่ฟูมฟาย..เพราะอย่างไรก็ดี แกได้จากไปอย่างสงบไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานกับโรคร้ายที่กรัดกร่อนทั้งร่างกายและจิตใจ..หมดเวรหมดกรรมนะแม่นะเพราะสิ่งที่แม่เผชิญมันเป็นอะไรที่ พระเจ้าใจร้ายมากที่สุด เท่าที่พระเจ้าจะใจร้ายกับมนุษย์ได้...

ผู้หญิงคนหนึ่งคนที่ผมรักมากที่สุด ซึ่งเธอก็คงรักผมมากเช่นกัน นั่นก็คือผู้หญิงที่อยู่ที่บ้าน (บ้านซึ่งปัจจุบันผมมีโอกาสได้กลับไปเพียงปีละไม่เกิน 2 ครั้ง) ผู้หญิงคนที่อุ้มผมที่อยู่ในท้องผม 9 เดือน..ผู้หญิงคนที่ดุด่าผมและตีผมยามที่ผมเกเร และซุกซน..และเป็นคนเดียวกับที่ปลอบโยนผมยามที่ถูกรังแกและร้องให้ยามที่เป็นเด็กน้อย.......เผลอแป๊บเดียว ชีวิตของหนุ่มวัยรุ่นต่างจังหวัดคนหนึ่งที่ชะตาลิขิตให้ต้องมาต่อสู้ชีวิตในเมืองหลวงแห่งนี้นับแต่วันนั้นถึงวันนี้ก็แปดปีกว่าๆเข้ามาแล้ว...แปดปีที่ได้เรียนหนังสือ..แปดปีที่เคยมีความรัก..แปดปีที่ประปความสำเร็จ..แปดปีที่ล้มเหลว...และ..แปดปีที่บอกรักกับไครไปหลายคนโดยปล่อยให้คนๆหนึ่งต้องรอคำบอกรักจากเรา"ทั้งที่คนๆนั้นรอฟังคำบอกรักของเรามาตลอด"...หลายคนคงจะเติบโตมาไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเพียบพร้อมไปด้วยทรัพยาการชีวิตหลายๆอย่าง..บางคนอาจจะไม่มีเลย..บางคนอาจถึงขนาดติดลบเสียด้วยว้ำ..แต่ทรัพยาการที่ผมเชื่อว่าทุกคนก็คงจะมีไม่มากไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ ทรัพยากรความรักจากพ่อแม่..ทรัพยาการที่ใช้ไม่มีวันหมดแม้เราจะใช้โดยสุรุ่ยสุรายแค่ไหนก็ตาม....หลายคงอาจถูกคาดหวังไปต่างๆนาๆบางคนก้เคยทำสิ่งที่ผิดพลาดไปในชีวิตหลายอย่าง..แต่ก็ต้องขอบคุณความผิดพลาดเหล่านั้นที่ทำให้รู้ว่าคนที่อยู่ข้างเราตลอด"แม้ในยามที่ชีวิตเราติดลบ"ก็คือคนคนเดียวกับคนที่อยู่กับเราคนแรกตอนที่เราเกิดมาลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก..คนที่ให้โอกาสเราได้เริ่มต้นใหม่เสมอแม้จะพลาดไปแล้วกี่ครั้งก็ตาม....ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะลองมาตอบสนองความรักของเธอคนนั้น ให้เธอได้ภูมิใจสักครั้งที่ได้รักเรา...วันแม่ปี52 จึงเป็นวันแม่ที่ผมคงต้องอิจฉาเพื่อนอีกหลายๆคน..

แต่วันนี้โอกาสนั้นไม่มีอีกแล้ว..ไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้อยู่ไกล้ๆแม่ แม่แต่จะบอกรักแม่สักครั้งในชีวิต..แม่ให้โอกาสเรามา 28 ปีในการที่จะบอกรักแม่ แต่ลูกคนนี้ก็ยังผลัดวันประกันพรุ่งที่จะบอกรักแม่ ไม่เคยเห็นความสำคัญ..ไม่เคยแม้แต่จะเอาใจใส่แม่อยากที่ลูกควรจะพึงกระทำให้..ไม่มีโอกาสแม้แต่จะอยู่กับแม่เป็นวินาทีสุดท้าย

 

ณาปณกิจ เกิดขึ้นวันที่ 20   มิ.ย. 2552  พวกเราส่งแม่ไปสู่สุขคติ.. ถึงแม้ไครจะมองว่าแม่เป็นอย่างไรแม่ยังเป็นแม่ที่ดีของผมเสมอ...ถึงแม้ผมจะไม่ค่อยได้แสดงคงวามรักต่อแม่สักเท่าใด..แต่ผมก็รักแม่เสมอ...รักแม่ครับ..หากแม่รับรู้

ปล. เพื่อนๆอย่าลืมนะครับ ตอนที่ท่านยังอยู่ ทำอะไรได้ทำเถอะครับ ความรักเงินทอง อาหาร ยาบำรุง มีมากให้มาก มีน้อยให้น้อย..อย่าให้เป็นเหมือนผมเลยนะครับ ที่ซื้อแต่ของดีให้แม่กินตอนที่แม่กินไม่ได้แล้ว เปิดเพลงที่แกชอบฟังตอนที่แกไม่ได้ยินแล้ว  บอกรักแม่ตอนที่แม่ไม่อยู่แล้ว รักแม่กันให้มากๆนะครับ...สุดท้าย ไม่ว่าแม่จะอยู่ตรงไหนรับรู้หรือไม่ก็ตาม ลูกคนนี้ชาติหน้าหากมีจริงลูกขอเกิดเป็นลูกแม่อีกนะแม่นะ..รักแม่



นายเจน
View full profile